คำร้อง: กรมศิลปากร
       ชาวไทยเจ้าเอ๋ย ขออย่าละเลยในการหน้าที่
การที่เราได้เล่นสนุก เปลื้องทุกข์สบายอย่างนี้
เพราะชาติเราได้เสรี มีเอกราชสมบูรณ์
เราจึงควรช่วยชูชาติ ให้เก่งกาจเจิดจำรูญ
เพื่อความสุขเพิ่มพูน ของชาวไทยเราเอย

       รำวงมาตรฐานมีวิวัฒนาการมาจากการรำโทน จะไม่มีท่ารำกำหนดตายตัว และบทร้องมีหลายลักษณะ เริ่มตั้งแต่บทชมโฉม บทเกี้ยวพาราสี เป็นต้น ต่อมาระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาชนในกรุงเทพมหานครนิยมเล่นกันมาก รัฐบาลโดย ฯพณฯ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม จึงได้พัฒนาศิลปะการเล่นรำโทน ให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย โดยได้มอบให้กรมศิลปากรปรับปรุงการเล่นรำโทนขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2478 และได้คิดบทร้องขึ้นใหม่ 4 บท คือ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลงมาซิมารำ และเพลงคืนเดือนหงาย โดยผู้คิดบทร้องคือ จหมื่นมานิตย์ นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) และผู้ปรับปรุงทำนองเพลงคือ อาจารย์มนตรี ตราโมท ผู้ประดิษฐ์ท่ารำคือหม่อมต่วน อาจารย์มัลลี คงประภัทร์ และอาจารย์ลมุล ยมะคุปต์ ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งบทร้องขึ้นใหม่อีก 6 บท คือ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงบูชานักรบ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า และเพลงยอดชายใจหาญ ซึ่งต่อมากรมศิลปากร ได้เปลี่ยนชื่อเรียกจากเพลง "รำโทน" มาเป็นชื่อ "รำวงมาตรฐาน" ท่ารำที่ใช้จะเป็นท่ารำต่างๆในแม่บทนาฏศิลป์ไทย ที่นำมาใส่ไว้ในแต่ละเพลง มีท่ารำประจำไม่ปะปนกัน วิธีเล่นจะเล่นแบบระบำหมู่ โดยหญิงชายหลายๆคู่ การรำต้องมีความพร้อมเพรียงกัน ก่อนจะเริ่มรำหญิง และชายจะต้องทำความเคารพกัน และตามด้วยดนตรีที่จะนำขึ้นก่อน 1 วรรค เพื่อให้ผู้รำตั้งต้นจังหวะได้พร้อมเพรียงกัน